วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
ยอดคนไทยลงชื่อต้าน พ.ร.บ.คอมฯ ทะลุ 3 แสน
เครือข่ายพลเมืองเน็ต ผู้ริเริ่มล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org เพื่อคัดค้าน การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ล่าสุดมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 310,000 คน
กรณี เครือข่ายพลเมืองเน็ต ผู้ริเริ่มล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org เพื่อคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วย การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่…. พ.ศ….. ที่เข้าสู่การพิจารณาวาระ 3 ของที่ประชุม สนช.ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ล่าสุดมีประชาชนร่วมลงชื่อแล้วกว่า 310,000 คน
โดยในวันนี้ (15 ธ.ค.) ตัวแทนเครือข่ายพลเมืองเน็ตและแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยจะเดินทางไปยื่นรายชื่อที่ร่วมรณรงค์ออนไลน์ผ่าน change.org “หยุด Single Gateway หยุดกฎหมายล้วงข้อมูลส่วนบุคคล” ต่อตัวแทน สนช.ที่รัฐสภา อีกด้วย
ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบุคคลบางกลุ่มพยายามปลุกกระแสคัดค้านร่างพระราบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบให้ผ่านวาระที่ 2 ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา และจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 3 ในวันที่ 15 ธันวาคม
โดยเชื่อมโยงสาระสำคัญของกฎหมายเข้ากับแนวคิดซิงเกิ้ลเกตเวย์ในทำนองว่า จะเป็นกฎหมายล้วงข้อมูลส่วนบุคคล อะไรก็ตามเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าไม่มีแนวคิดที่จะดำเนินการซิงเกิ้ลเกตเวย์แต่อย่างใด แต่คนกลุ่มนี้ก็พยายามสร้างกระแสต่อต้านโจมตีอย่างต่อเนื่อง
จึงขอให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กฎหมายดังกล่าวจะช่วยคุ้มครองและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ไม่ใช่การคุกคามสิทธิส่วนบุคคลตามที่มีการกล่าวอ้าง โดยขอให้กลุ่มผู้ไม่หวังดียุติพฤติกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือและสร้างความแตกแยกในทันที
ที่มาsanook
วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561
โซเชียลเตือน หนุ่มจวกบ่าวสาวถ่ายพรีเวดดิ้งหน้าเมรุ ระวังโดน พ.ร.บ.คอมฯ
แชร์สนั่น ! หนุ่มจวกบ่าวสาวจูงมือถ่ายพรีเวดดิ้งหน้าเมรุเผาศพ โซเชียลเตือนกลับ ระวังโดน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
เกิดเป็นประเด็นดราม่าสนั่นโซเชียล เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพของคู่รักตั้งกล้องถ่ายรูป ที่ดูแล้วคล้ายการถ่ายพรีเวดดิ้งหน้าบริเวณทางขึ้นเมรุวัดดังที่ภูเก็ต โดยฝ่ายชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กำลังนั่งคุกเข่าจับมือสาวที่สวมชุดราตรีสีแดงสด พร้อมระบุข้อความว่า...
เกิดเป็นประเด็นดราม่าสนั่นโซเชียล เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพของคู่รักตั้งกล้องถ่ายรูป ที่ดูแล้วคล้ายการถ่ายพรีเวดดิ้งหน้าบริเวณทางขึ้นเมรุวัดดังที่ภูเก็ต โดยฝ่ายชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กำลังนั่งคุกเข่าจับมือสาวที่สวมชุดราตรีสีแดงสด พร้อมระบุข้อความว่า...
แต่งานนี้ดูเหมือนชาวเน็ตจะไม่เข้าข้างผู้โพสต์ เพราะส่วนใหญ่ต่างเข้ามาคอมเมนต์ถล่มเจ้าของภาพว่า เขาไม่รู้ควรไปบอกเขา ไม่ใช่มาประจานเขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย พร้อมกับเตือนระวังจะโดนเขาแจ้งความฟ้องร้องดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ่ายรูปเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วเอามาโพสต์ด่าลงในโซเซียล มิหนำซ้ำจะเป็นการชี้นำให้คนอื่น ๆ เข้ามาด่าเขาต่ออีก ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง
ที่มาkapook
วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
ชาวเน็ตนัดชุมนุมต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พรุ่งนี้
วันที่ 17 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันอาทิตย์ ที่ 18 ธ.ค.2559 จะมีการนัดชุมนุมเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อ ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เมื่อวานนี้ (16ธ.ค.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้ลงมติเห็นชอบ ประกาศให้ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมาย ด้วยองค์ประชุม 172 ผลการลงมติ 168 เสียงเห็นด้วย ในขณะที่เสียงไม่เห็นด้วยนััน 0 เสียง
แม้ว่าจะมีประชาชนยื่นหนังสือคัดค้านพร้อมรายชื่อ 3 แสนกว่ารายเมื่อ 15 ธ.ค.59 ที่ผ่านมาก็ตาม โดย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะมีผลบังคับใช้ใน 120 วันหลังจากประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา
ขณะที่ โลกโซเชียลต่างแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านต่อกฎหมายดังกล่าว การรณรงค์ระบุว่าจะเป็นการนัดชุมนุมแบบไม่มีแกนนำ โดยจะจัดขึ้นในสองแห่ง ซึ่งที่แรกจะนัดชุมนุมที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เวลา 15.00 น. และที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 14.00 น.
ที่มาsanook
วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561
รัฐบาลเตือน! กลุ่มต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ “คิดให้ดี” ก่อนนัดชุมนุม เสี่ยงผิดกฏหมาย
รัฐบาลเตือนกลุ่มต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คิดให้รอบคอบก่อนเคลื่อนไหวรวมตัว 2 จุด เสี่ยงผิดกฎหมาย พร้อมเตรียมบันทึกภาพผู้ชุมนุมเป็นหลักฐาน ย้ำรัฐมีคำตอบทุกข้อสงสัย มุ่งทำเพื่อประโยชน์ชาติ
พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มต่อต้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ เตรียมตัวเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมในช่วงบ่ายวันนี้ ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กทม. ว่า รัฐบาลขอเตือนว่า การรวมตัวดังกล่าวอาจเข้าข่ายการสร้างความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง จึงขอให้ผู้ที่จะไปร่วมกิจกรรมไตร่ตรองให้รอบคอบ หรือยุติการเคลื่อนไหว
“ทางการมีมาตรการรองรับเป็นอย่างดีหากมีการเคลื่อนไหว ตั้งแต่การบันทึกภาพเป็นหลักฐานและดำเนินการตามหลักสากล โดยประชาชนทั่วไปที่หวังดีต่อบ้านเมืองก็สามารถถ่ายรูปส่งให้กับเจ้าหน้าที่ได้ ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เริ่มทำเกินขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อหวังปลุกกระแสให้เกิดความวุ่นวายด้วยการละเมิดกฎหมาย และตั้งตัวเป็นนักเลงแฮ็กและล้วงข้อมูลเสียเองแล้ว”
พลโท สรรเสริญ กล่าวยืนยันว่า มีบุคคลบางกลุ่มพยายามที่จะแฮ็กข้อมูลของส่วนราชการจริง แม้จะทำไม่สำเร็จ นี่จึงเป็นตัวอย่างของภัยคุกคามที่จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายคอมพิวเตอร์ ส่วนเว็บไซต์ของหน่วยงานที่สำคัญอย่าง สตม.นั้นไม่ได้ถูกแฮ็กตามที่มีกระแสข่าว เนื่องจากเป็นระบบปิดที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กรมศุลกากร หน่วยงานความมั่นคง ท่าอากาศยาน และสายการบินต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มผู้ไม่หวังดีและประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นการกล่าวอ้างของกลุ่มแฮ็กเกอร์ว่าสามารถแฮ็กระบบของ สตม.ได้ จึงเป็นเพียงการสร้างข่าวความสับสนให้กับสังคม และลดทอนความน่าเชื่อถือของหน่วยงานราชการเท่านั้น
รัฐบาลขอเรียนชี้แจงอีกครั้งว่า ไม่มีนโยบายซิงเกิ้ลเกตเวย์ เพราะเกตเวย์ของไทยมีการเชื่อมต่อข้อมูลอย่างมากมายมหาศาล การจะบังคับให้ทุกส่วน รวมถึงภาคเอกชนใช้รวมกันที่เดียวคงไม่สามารถทำได้ และยังขัดกับแนวทางที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลทุกรูปแบบเพื่อก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์4.0 นอกจากนี้ การให้บริการทางเทคนิคจำเป็นต้องมีเกตเวย์สำรองไว้หลาย ๆ เส้น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่อินเทอร์เน็ตจะล่มทั้งประเทศ
กรณีการถูกจำกัดการเข้าถึงเว็บบางเว็บ โดยหลักสากลทุกประเทศจะมีข้อแนะนำกับประชาชนว่า เว็บใดเป็นเว็บที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและประชาชน ส่วนการเข้าถึงเว็บต่างประเทศได้หรือไม่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับท่ออินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งทุกบริษัทจะดูแลลูกค้าของตนเป็นอย่างดี ไม่มีการจำกัดการเข้าถึงเว็บอย่างแน่นอน
สำหรับการตรวจสอบข้อมูลหรือปิดเว็บไซต์นั้น หากเป็นเรื่องที่กระทำผิดกฎหมาย ขัดต่อหลักศีลธรรม ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจขอดูการจราจรของข้อมูล (Traffic) เฉพาะเรื่องไป ไม่ใช่การรวมศูนย์มาอยู่ที่เดียว และการตัดสินใจของรัฐบาลไม่ได้เกิดโดยลำพัง แต่จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง 9 คน และการพิจารณาของศาลก่อนทุกกรณี ดังนั้น การที่จะเข้าไปควบคุมหรือดักจับข้อมูลของประชาชนจึงไม่ใช่แนวทางของรัฐบาลอย่างแน่นอน
ที่มาsanook
วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561
TAXI VIP ของโครงการ TAXI OK โดยกรมการขนส่งทางบก เริ่มให้บริการแล้ววันนี้
TAXI VIP เริ่มให้บริการในประเทศไทยแล้ว ด้วยรถระดับพรีเมี่ยม Mercedes-Benz รุ่น C 350 e Avantgarde!!! มาพร้อมการให้บริการแท็กซี่ที่ดีสูงกว่ามาตรฐานสากล มีสิ่งอำนวยความสะดวก ครบครัน รองรับความต้องการของผู้โดยสารได้ทุกกลุ่ม โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ณ ลานด้านหน้าอาคาร 1 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นประธานเปิดตัวรถ TAXI VIP ของบริษัท ออล ไทย แท็กซี่ จำกัด ซึ่งใช้รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น C 350 e Avantgarde มาให้บริการ เพื่อยกระดับการให้บริการรถแท็กซี่ทัดเทียมมาตรฐานสากล พร้อมขยายขอบเขตการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะให้รองรับความต้องการเดินทางของผู้โดยสารได้ทุกกลุ่ม ตามนโยบายกระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบก
นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับคุณภาพมาตรฐานรถแท็กซี่ไทย ภายใต้การดำเนินโครงการ TAXI OK และ TAXI VIP ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการพัฒนามาตรฐานรถแท็กซี่ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านสมรรถนะตัวรถ ระบบบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ควบคู่กับการยกระดับการให้บริการ สามารถเรียกใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นได้อย่างสะดวก ซึ่งปัจจุบันรถแท็กซี่จดทะเบียนใหม่ทุกคันจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ตามมาตรฐาน TAXI OK ผู้ขับรถผ่านการตรวจสอบประวัติ มีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะถูกต้อง
ทั้งนี้ สำหรับการให้บริการรถ TAXI VIP เป็นรูปแบบการให้บริการที่เป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับรองรับความต้องการกลุ่มผู้โดยสาร เช่น ลูกค้าองค์กรธุรกิจ, ธุรกิจโรงแรม, นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว ที่ต้องการความหรูหราสะดวกสบายและการให้บริการในการเดินทางระดับพรีเมี่ยม ผู้ให้บริการต้องดำเนินการในรูปแบบนิติบุคคลที่มีการบริหารงานอย่างเป็นมืออาชีพ มาตรฐานตัวรถต้องมีสมรรถนะสูงกว่ารถแท็กซี่ทั่วไป เป็นรถใหม่หรือมีอายุการใช้งานไม่เกิน 2 ปี และไม่เกิน 20,000 กิโลเมตร เสริมความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเบรกแบบ ABS และมีถุงลมนิรภัยที่นั่งตอนหน้าอย่างน้อย 1 คู่ กล่องป้ายไฟแสดงข้อความ TAXI VIP หรือข้อความอื่นตามที่กรมการขนส่งทางบกให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการทราบว่าเป็นรถแท็กซี่แบบพิเศษ สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบภายในรถเหมือนกับ TAXI OK ประกอบด้วย ติดตั้ง GPS Tracking พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ, มาตรค่าโดยสาร, ปุ่มฉุกเฉินสำหรับผู้โดยสารอย่างน้อย 1 จุด ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้และใช้งานสะดวก, กล้องบันทึกภาพภายในรถแบบ Snap Shot ทำงานร่วมกันได้แบบ Real-time ส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการของผู้ประกอบการ และศูนย์บริหารจัดการรถแท็กซี่ของกรมการขนส่งทางบก (DLT TAXI CENTER) พร้อมบริการสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตลอดการเดินทาง สำหรับอัตราค่าบริการ TAXI VIP เริ่มต้น 2 กิโลเมตรแรก 150 บาท กิโลเมตรต่อไปกิโลเมตรละ 12-16 บาท กรณีรถติดนาทีละ 6 บาท กรณีเรียกรถผ่านศูนย์บริการสื่อสารครั้งละไม่เกิน 50 บาท การจองล่วงหน้าและการจ้างจากท่าอากาศยานครั้งละไม่เกิน 100 บาท เริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการทันทีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป โดยสามารถเรียกใช้บริการได้หลากหลายช่องทาง ผ่านแอพพลิเคชั่น TAXI OK ของกรมการขนส่งทางบก หรือ แอพพลิเคชั่น ALL THAI TAXI, ผ่านLine @allthaitaxi และ Call Center 0-2018-9799
มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถยนต์ Mercedes – Benz รุ่น The C 350 e Avantgarde ที่ให้บริการเป็น TAXI VIP นี้ เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดภายใต้แบรนด์เทคโนโลยี EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 58 กรัมต่อกิโลเมตร และสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดมลภาวะบนท้องถนน ตอบสนองนโยบายความปลอดภัยในการเดินทางด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่มาพร้อมกับความหรูหราสะดวกสบาย
ที่มา it24hrs
วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






